หุ้นเด้ง: Baggerstocks

รู้ และ เห็น ตามความเป็นจริง

สรุป หุ้น JMT: เปิดขุมทรัพย์หนี้ที่รอสร้างรายได้มหาศาล

สรุป หุ้น JMT: เปิดขุมทรัพย์หนี้ที่รอสร้างรายได้มหาศาล

วันนี้บังเอิญเปิดไปเจอคลิปสรุป หุ้น JMT จาก เอเชียพลัส
ผมว่าค่ายนี้วิเคราะห์ได้ดีเลยทีเดียว
เลยถือโอกาสสรุป น่าจะมีประโยชน์บ้าง

ไหนๆ ก็เคยเขียนถึง CHAYO ไว้แล้ว ไว้มีโอกาสน่าจะได้เอามา battle กัน 🙂

 

ตามไปดูตัวเต็มได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=edvbb-Kg5Rs

ASP Stock Focus:

เจาะลึก “ JMT เปิดขุมทรัพย์หนี้ที่รอสร้างรายได้มหาศาล”

11 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

ประเด็นกังวลของ JMT

โครงสร้างกิจการของ JMT

1. Jam ทำเกี่ยวกับหนี้ที่ฟ้องร้องแล้ว
2. Jay Broker   เป็นบริษัทนายหน้าขายประกัน
3. J fintech  ทำเกี่ยวกับการปล่อยกู้
4. JP insurance ชื่อเดิมคือ ฟินิกส์ประกันภัย  JMT
ถือ 55%  ส่วนที่เหลือเป็นของผู้บริหารเดิม  ข้อดีต้นทุนดำเนินงานต่ำ  เก่งด้าน insuretech

 

 

ธุรกิจหลัก

1.รับจ้างติดตามหนี้ เป็น outsource ให้ bank รายใหญ่สุดในประเทศ เริ่มจากตามหนี้ให้กลุ่ม jmart
2.ซื้อหนี้ เพราะมีประสบการณ์จากการตามหนี้ อันดับหนึ่งในหนี้ไม่มีหลักประกัน เริ่มเข้าสู่หนี้ที่มีหลักประกัน
มีฐานลูกค้า 3 ล้านราย
3.ประกันภัย เพิ่งเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ Q2/2561 ตอนนี้เน้นขายประกันให้บริษัทในกลุ่มก่อน jmart singer

 

 

ภาพรวมสินเชื่ออุปโภคบริโภค

สินเชื่อบ้านยังโต 16.9%
สินเชื่อรถยนต์โต 8%
บัตรเครดิตโต 1.7% (โตใน bank > non bank)
ส่วนบุคคลโต 7.1% (โตใน non bank > bank)
trend การโตในสินเชื่่อที่มีหลักประกันมากกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน

 

NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภค

เส้นสีเหลืองคือ Special Mention:SM (หนี้ในช่วง 1-3 เดือน)
สินเชื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น
โดยรวม
สินเชื่อบ้าน    NPL+SM = 5%
สินเชื่อรถยนต์ NPL+SM = 9%
สินเชื่อรถยนต์ SM เยอะ เพราะลูกค้าจ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง
ถ้ายึดทรัพย์แล้วเอามาขาย  NPL จะอยู่ในระดับปกติ 1.6 %

สินเชื่อบัตรเครดิต NPL ลดลง เนื่องจาก bank ชาติเข้ามาดูแลเข้มงวดตั้งแต่ปี 2H/2560
เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคลล

trend ของ NPL อยู่ที่สินเชื่อมีหลักประกัน ขณะที่ JMT เน้นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
ถ้า jmt ไม่ move ไปสินเชื่อมีหลักประกัน  จะทำให้มีหนี้เสียให้ซื้อน้อยลง IRR อาจจะน้อยลง

 

IRR
เวลาทำประมาณการณ์ให้กรอบเวลาในการซื้อ
สช.ไม่มีหลักประกัน ทำประมาณการณ์ 12 ปี
สช.มี บ้าน ใช้เวลาเก็บหนี้ 5-6 ปี
ราคาตลาด 100 บาท ซื้อมา 50 บาท
คาดกำไร 50%
ถ้าขายได้ 70 บาท กำไร 50%
ถ้าขายได้เท่าตลาด กำไรเกือบเท่าตัว
ที่ผ่านมามี 3000 ล้าน

 

โครงสร้างรายได้ของ JMT

รายได้หลัก 80% มาจากการซื้อหนี้เข้ามาบริหาร

 

1) ธุรกิจรับจ้างติดตามหนี้

ใน 9 เดือนของปี 2561

จะเห็นว่าหนี้ที่ตามเก็บมี 20,674 ล้านบาท  success rate 8%

หมายความว่า

แบงค์ให้หนี้มา 100 บาท ตามได้ 8 บาท  ได้ค่า commission rate(จากผู้ที่จ้างเก็บหนี้) 10.5%
20,000 x 8.4% x 10.5% = รายได้ของ jmt

ตัวแปรที่กำหนดรายได้คือ
อายุค้างชำระ, success rate, commission rate   หนี้ตามง่ายได้ commission ต่ำ แต่ success rate สูง
เส้นสีส้มแสดงว่า success rate ดีขึ้น
Commission rate ช่วงหลังค่อนข้างนิ่งๆ แถวๆ 10%

 

 

2) ธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหาร

หนี้มีหลักประกัน JMT เริ่มเข้าไปซื้อ ทำให้ตอนนี้มี 2%
สินเชื่อรถยนต์  30%
สินเชื่อส่วนบุคคล 56%

12 ปี หนี้จาก 1,000 ล้าน เป็น 13,000 ล้าน

 

ประสิทธิภาพการจัดเก็บหนี้

ปี 2549 (ค.ศ.2006 ปีแรกที่ JMT เริ่มเก็บหนี้ )  JMT มีพอร์ตหนี้ 1,031 ล้าน
ใช้เงินลงทุน 39 ล้านบาท ซื้อหนี้ได้ 1,031 ล้านบาท
ในปัจจุบัน เก็บเงินได้  182.9 ล้านบาท  มากกว่าเงินที่ลงทุน  469%

สีฟ้า คือ เงินลงทุน
สีส้ม คือ เงินที่เก็บได้ (ขุมทรัพย์ของบริษัท cover ต้นทุนของบริษัทแล้ว)

 

ยอดรวมตั้งแต่ปี 2549 ใช้เงิน 8,800 ล้าน มีหนี้ 130,000 ล้าน เก็บได้แล้ว 90% ของทั้ง port

(กราฟแท่งสุดท้าย)

กลยุทธ์ที่ JMT ใช้ในการเก็บหนี้

การใส่พนักงานเข้าไปหาลูกค้าถือหลักว่า ถือส้มไปให้ลูกค้า เน้นประนีประนอมกับลูกค้า

 

โครงสร้างหนี้รับซื้อแบ่งตามลักษณะการรับรู้รายได้

มีหนี้ทั้งหมด 133 กอง
41 กอง cover ต้นทุนไปหมดแล้ว คิดเป็นมูลค่า 17,664 ล้านบาท
92 กอง ทยอยรับรู้รายได้ ตามวิธี IRR  คิดเป็นมูลค่า 116,217 ล้านบาท

 

 

แนวทางการรับรู้รายได้ตามวิธี IRR

*ส่วนนี้สำคัญมากๆ เพราะเป็นการอธิบายวิธีรับรู้รายได้ของ JMT

ตัวแปรที่กำหนด
IRR สูง -> รายได้สูง
บริษัทต้องบริหาร IRR ให้ดีมากกว่าเน้นปริมาณหนี้รับซื้อ

เช่นปีที่แล้ว 2561
เป้าซื้อหนี้ 4,500 ล้านบาท  เพื่อซื้อหนี้มูลค่า 50,000 ล้านบาท
JMT ทำได้จริง ซื้อหนี้ 2,000 ล้าน ได้หนี้ (out standing) มูลค่า 20,000 ล้านบาท

พัฒนาการของกระแสเงินสดจัดเก็บหนี้

*ส่วนนี้สำคัญมากๆ เพราะเป็นการอธิบายวิธีรับรู้รายได้ของ JMT

ปี 2017 เก็บได้ 1,847 ล้านบาท
ปี 2018/9 เดือน เก็บได้ 1,669 ล้าน (เกือบเท่ากับปีที่แล้วทั้งปี)
รายย่อยคาดว่าเก็บได้ 12 ปี บางกอง 5 ปีก็เก็บหมดแล้ว
ดีในแง่กระแสเงินสด แต่ไม่ดีในแง่ของรายได้

จากภาพนะครับ

สีเขียว ตัดต้นทุนเงินลงทุน
สีฟ้า รายได้ที่มาจากวิธี irr
สีแดง ส่วนที่ตัดเงินทุนหมดแล้ว

ตัวอย่าง 9 เดือน 2561
เก็บหนี้ได้ 1,669 ล้านบาท
-เงินจำนวน 150 ล้านบาท คือส่วนตัดต้นทุนหมดแล้ว รับรู้เป็นรายได้
-เงินจำนวน 911 ล้านบาท เข้าสูตรคำนวณรายได้
-เงินจำนวน 608 ล้านบาท คือส่วนที่เหลือตัดเงินลงทุน

 

 

 

 

 

3) ธุรกิจประกันภัย

 

ศัพท์เฉพาะในประกันภัย  น้ำดี คือ lose ratio (ค่าเคลมเทียบกับเบี้ยประกันภัยรับ) น้อยกว่า 60%

เมื่อก่อนน้ำเสียมากกว่าน้ำดี
1Q หลังจากที่ jmt เข้ามา ลดน้ำเสียจาก 85 ราย เหลือ 56 ราย

วิธีเพิ่มน้ำดี
ถ้าไม่ปรับ product  กลไกที่ช่วยได้ ให้บริษัทประกันภัยต่อ  JMT ใช้วิธีปรับ portfollio ของ product

 

พัฒนาการของธุรกิจประกันภัย

ตอนนี้ lose ratio เหลือ 61%

เบี้ยประกันภัยรับรวม

เบี้ยรับ 9 เดือน 2561จำนวน 145 ล้านบาท
ทั้งปีคาด 160 ล้านบาท

ปีหน้า เป้าเบี้ยรับ 200 ล้านบาท
น่าจะมีกำไรแล้ว

 

Cost to income

ตอนนี้ 18%  ในอนาคตมีโอกาสลดลง เพราะจะมี EOS

 

คาด Q4 new hight

คาดกำไร Q4/2561  149 ล้านบาท  ทั้งปีโต 50%  De 1.2 เท่า

ปี 2562 ตั้งเป้า โต 25%

 

 

 

สรุป ประเด็นความกังวลต่อ JMT

1.หนี้เสียยังมีให้ JMT ซื้อ?
-ยังมีออกมาต่อเนื่อง ในส่วนหนี้มีหลักประกัน(บ้าน)

2.ซื้อหนี้ไม่ได้ตามเป้า?
-ตราบใดที่ irr ยังตามเป้า ต้องไปเพิ่มความพยายามในการจัดเก็บหนี้กองที่เหลืออยู่
ขุมทรัพย์ 120,000 ให้มา cover ส่วนที่เก็บหนี้ได้เร็วเกินไป

3.หนี้มีหลักประกัน JMT จะเก็บได้?
– JMT ใช้กลยุทธ์ถือส้มไปหาลูกค้า ให้ลูกค้าจ่ายดอกเบี้ย ยังไม่ยึดบ้าน
เงินไม่จม ได้ดอกเบี้ย

4.ส่วนของประกัน?
-ปี 2562 น่าจะทำกำไรได้

 

อาจจะเข้าใจยากและยาวไปหน่อย
จบแล้ว 🙂

baggerstocks

คนธรรมดาๆ ที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็น "ศิลปิน" ทั้งๆที่วาดรูป และเล่นดนตรีไม่เป็น ชอบการลงทุน และอ่านหนังสือเป็นกิจวัตร ความฝันก็คือ "มองหาเส้นขอบฟ้าที่อยู่ถัดไป..."

Comments are closed.
UA-36576237-2